นางสาวตุลาพร บุญมาก รหัสนักศึกษา64121860112
แบบฝึกหัด
:
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็ก
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
การฟัง และเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กได้แสดงออกตามธรรมชาติ
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อการประเมินพัฒนาการเด็ก การประเมินเด็กก็มีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
การสังเกตเด็กจะมีดังนี้ -จุดมุ่งหมาย -มีแบบสังเกต -กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรม -การจดบันทึกข้อมูลเด็ก จุดมุ่งหมายการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
เพื่อประเมินความสามารถของเด็กว่าเด็กมีความสามารถด้านใด และควรส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
ต้องวางแผนการสังเกตอย่างรอบคอบ และสร้างความคุ้ยเคยกับเด็ก และควรสังเกตเด็กทุกๆด้าน
เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคน และตรวจสอบความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน เด็กจะอยู่ในสภาพธรรมชาติ เด็กจะทำกิจกรรมประจำวันตามปกติ
ทำให้ครูได้ข้อมูลเด็กโดยตรงและเป็นวิธีการเหมาะสมเป็นที่ยอมรับ ข้อจำกัดการสังเกตไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง
จึงจะสามารถทำความเข้าใจเด็กได้ จากการข้อมูลที่ได้สังเกตพฤติกรรรมเด็กจะช่วยให้เรารู้ถึงพัฒนาการเด็กของแต่ละคน
ทำให้เราทราบถึงความช่วยเหลือพิเศษทำให้เด็กได้ความพร้อมมากกว่าเดิม
2. การสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสอนอาจเกิดขึ้นระหว่างครูและเด็ก
หรือครูกับผู้ปกครอง จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกันและมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเด็ก
การสัมภาษณ์มีหลากหลายแบบ เช่น การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการนั้นเอง
การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์นั้นมีจุดมุ่งหมาย ต้องวางแผนการสัมภาษณ์ก่อน
เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ควรเตรียมตัวและเครื่องมือรูปแบบคำถาม เช่น การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
-หนูกลัวสิ่งใด/อะไรมากที่สุด
-เวลาที่หนูอยากได้ของเล่นแล้วคุณแม่ไม่ซื้อให้ หนูรู้สึกอย่างไร สถานที่ในการสัมภาษณ์ ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี จบการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด/ข้อควรระวัง ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
สร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยและใช้ภาษาเหมาะสมกับเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่จากการประเมินแบบอื่นๆ
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก
การเขียนบันทึกจะเป็นการเขียนเรื่องราวสรุปสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูหรือผู้เขียนบันทึก ครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึกหรือจดบันทึกย่อๆ ขณะการสังเกต การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก จะช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเด็ก พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้นและมีความเข้าใจเห็นภาพพจน์เด็ก ที่ตนสอนมากขึ้น ได้วิเคราะห์ข้อมูลเด็กจากการออกสังเกตทดลองสอนในชั้นเรียนช่วยให้รู้ว่าเด็กในห้องเรียนแต่ละคนมีความสามารถหรือพัฒนาการด้านใดบ้าง และได้ออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมกันทำกิจกรรมในชั้นเรียนทำให้เด็กได้เรียนรู้ และลงมือสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง ได้เห็นความก้าวหน้าของเด็ก สรุปและให้ข้อเสนอแนะการบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กจะมีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น ได้บรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ เช่นความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ และเกลียดความภาคภูมิใจ ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และความประทับใจ การใช้แบบประเมินต้องตั้งวัตถุประสงค์
ต้องการจะศึกษาอะไร สร้างแบบสำรวจโดยจะใช้ทฤษฎีพัฒนาการ ควรใช้คู่กับแบบสังเกตพฤติกรรม
ต้องประเมินตามสภาพจริงเพื่อสนับสนุนพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการจัดประสบการณ์ ให้เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
วิธีการบันทึกข้อมูลและเครื่องมือการประเมินแบบเหมาะสมกับบริบทในการประเมินผล ข้อดีของการใช้Checklists ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลได้รวดเร็ว
สามารถยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูลที่ได้มาสามารถทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่วับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร สามารถติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาการได้ในช่วงระยะหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้Checklists ประเมินได้ในพฤติกรรมที่จำกัด
ต้องทบทวนสะท้อนความคิด วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
การบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
อาจเน้นเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้
เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ การกระทำต่างๆของตนเอง การเขียนบันทึกของครู
เป็นกระบวนการสะท้อนกลับข้อมูลและเขียนบันทึก ทีประสิทธิผลกว่าการเขียนบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น
เช่น คิดว่าวันนี้มีอะไรสำคัญบ้าง... ก็เขียนบันทึกไว้ ทั้งพฤติกรรมและการสังเกตสถานการณ์เด็กปฐมวัย
เด็กจะเรียนรู้ผ่านการสอนของเพื่อนอีกที วิธีการใช้เครื่องมือ การแบ่งปันเครื่องมือ
อุปกรณ์ คือแปลกใจในขณะที่เฝ้าดูเด็กๆ ทำสิ่งเหล่านี้เพราะไม่เคยมีความคิดว่าเด็กจะสามารถทำสิ่งที่ต่างๆเหล่านั้นได้เอง
ข้อดีของการบันทึก ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์การสอนของตน
ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูจะเข้าใจและรับรู้พัฒนาการเด็กมากขึ้น
และทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์จ่างๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียนตน ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน
6.
การทำสังคมมิติ
เป็นเครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่มสะท้องเป็นโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน
การทำสังคมมิติ ทำให้ครูทราบถึง บทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เช่น
เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นสุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียว เด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน
ครูความทำอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนตามกิจกรรมและเวลา
การเขียนสังคมมิติทำให้ได้เรียนรู้ปัญหาและสิ่งที่เด็กต้องการ การส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ได้วัดการประเมินเด็กคนใดในกลุ่มใครยอมรับ และทราบถึงพัฒนาการทางยอมรับหรือได้รับความนิยมจากเพื่อน ช่วยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มและโครงสร้างของความสัมพันธ์ การเขียนแผนพังความสัมพันธ์ เขียนเลขที่ได้รับเลือกมากที่สุดไว้ตรงกลางแผนพังโดยใช้สัญลักษณ์ เขียนนักเรียนที่ไม่ได้รับเลือกหรือได้รับเลือกน้อยไว้รอบนอกแผนผัง ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก ควรทับกันให้น้อยที่สุด จึงต้องร่างแผนผังก่อน
7.
การใช้แบบทดสอบ
เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนขั้นต่อไป
เด็กจะแสดงพฤติกรรม/ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น
การตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง เป็นวีการระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง
ทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบครั้งนี้ด้วย
ว่ามีขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนสำหรับเด็กและตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา
8. ประเภทแบบทดสอบ
แบ่งออกเป็น2แบบ คือ
-
แบบทดสอบแบบที่ครูสร้างขึ้น มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
เช่น พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา คือการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ
ตลอดจนทำตามได้ บองคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกัน เป็นแนวทางการสร้างข้อคำถาม
-
แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบเชาว์ปัญญา แบบทดสอบความพร้อม
แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ แบบทดสอบทางวาจา เช่น เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ
โดยครูจะเตรียมวัดทักษะพื้นฐาน พฤติกรรมการพูด การเล่าเรื่องเป็นต้น แบบทดสอบโดยการปฏิบัติ
เช่น ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่
ผลงานเป็นอย่างไร พิจารณาโดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก
9.
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1.ความจำเป็นการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
เช่น เพื่อจัดเด็กเข้ากลุ่มตามความเหมาะสม ต้องการทราบความก้าวหน้าของการเรียน
2.ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ
เพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม ควรวิเคราะห์จุดดี และจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทรางอย่างระมัดระวัง
3.ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
ตวามเที่ยงตรงกับเนื้อหา ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (ตามคุณลักษณะหรือโครงสร้างทฤษฎี)
4.ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
ความเหมาะสมรูปภาพ คำถามสอดคล้องกับประสบการณ์ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเด็ก
5.ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ปริมาณเวลาดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนน การตีความ และวิธีการสร้างแบบทดสอบสำหรับเด็กปฐมวัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น