วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

แบบฝึกหัด:เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็ก

 นางสาวตุลาพร บุญมาก รหัสนักศึกษา64121860112

แบบฝึกหัด : เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็ก

1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

          การฟัง และเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กได้แสดงออกตามธรรมชาติ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเพื่อการประเมินพัฒนาการเด็ก การประเมินเด็กก็มีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตเด็กจะมีดังนี้ -จุดมุ่งหมาย -มีแบบสังเกต  -กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรม  -การจดบันทึกข้อมูลเด็ก จุดมุ่งหมายการสังเกตพฤติกรรมเด็ก เพื่อประเมินความสามารถของเด็กว่าเด็กมีความสามารถด้านใด และควรส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ต้องวางแผนการสังเกตอย่างรอบคอบ และสร้างความคุ้ยเคยกับเด็ก และควรสังเกตเด็กทุกๆด้าน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคน และตรวจสอบความก้าวหน้าของเด็กอย่างต่อเนื่อง  ข้อดีของการสังเกตพฤติกรรมเด็ก เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน เด็กจะอยู่ในสภาพธรรมชาติ เด็กจะทำกิจกรรมประจำวันตามปกติ ทำให้ครูได้ข้อมูลเด็กโดยตรงและเป็นวิธีการเหมาะสมเป็นที่ยอมรับ ข้อจำกัดการสังเกตไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะสามารถทำความเข้าใจเด็กได้  จากการข้อมูลที่ได้สังเกตพฤติกรรรมเด็กจะช่วยให้เรารู้ถึงพัฒนาการเด็กของแต่ละคน ทำให้เราทราบถึงความช่วยเหลือพิเศษทำให้เด็กได้ความพร้อมมากกว่าเดิม

 2. การสัมภาษณ์

          การสัมภาษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสอนอาจเกิดขึ้นระหว่างครูและเด็ก หรือครูกับผู้ปกครอง จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกันและมีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเด็ก การสัมภาษณ์มีหลากหลายแบบ เช่น การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการนั้นเอง การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์นั้นมีจุดมุ่งหมาย ต้องวางแผนการสัมภาษณ์ก่อน เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ควรเตรียมตัวและเครื่องมือรูปแบบคำถาม เช่น การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง -หนูกลัวสิ่งใด/อะไรมากที่สุด  -เวลาที่หนูอยากได้ของเล่นแล้วคุณแม่ไม่ซื้อให้ หนูรู้สึกอย่างไร  สถานที่ในการสัมภาษณ์ ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี จบการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม ข้อจำกัด/ข้อควรระวัง ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ สร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยและใช้ภาษาเหมาะสมกับเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่จากการประเมินแบบอื่นๆ

 3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก

          การเขียนบันทึกจะเป็นการเขียนเรื่องราวสรุปสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูหรือผู้เขียนบันทึก ครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึกหรือจดบันทึกย่อๆ ขณะการสังเกต การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก จะช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเด็ก พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้นและมีความเข้าใจเห็นภาพพจน์เด็ก ที่ตนสอนมากขึ้น ได้วิเคราะห์ข้อมูลเด็กจากการออกสังเกตทดลองสอนในชั้นเรียนช่วยให้รู้ว่าเด็กในห้องเรียนแต่ละคนมีความสามารถหรือพัฒนาการด้านใดบ้าง และได้ออกแบบกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมกันทำกิจกรรมในชั้นเรียนทำให้เด็กได้เรียนรู้ และลงมือสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง ได้เห็นความก้าวหน้าของเด็ก สรุปและให้ข้อเสนอแนะการบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กจะมีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น ได้บรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ เช่นความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ และเกลียดความภาคภูมิใจ ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และความประทับใจ

4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

          การใช้แบบประเมินต้องตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการจะศึกษาอะไร สร้างแบบสำรวจโดยจะใช้ทฤษฎีพัฒนาการ ควรใช้คู่กับแบบสังเกตพฤติกรรม ต้องประเมินตามสภาพจริงเพื่อสนับสนุนพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการจัดประสบการณ์ ให้เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการบันทึกข้อมูลและเครื่องมือการประเมินแบบเหมาะสมกับบริบทในการประเมินผล  ข้อดีของการใช้Checklists ประหยัดเวลา  บันทึกข้อมูลได้รวดเร็ว สามารถยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูลที่ได้มาสามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่วับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร สามารถติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาการได้ในช่วงระยะหนึ่ง ข้อจำกัดของการใช้Checklists ประเมินได้ในพฤติกรรมที่จำกัด ต้องทบทวนสะท้อนความคิด วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

 5. การเขียนบันทึก

          การบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน อาจเน้นเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้ เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ การกระทำต่างๆของตนเอง การเขียนบันทึกของครู เป็นกระบวนการสะท้อนกลับข้อมูลและเขียนบันทึก ทีประสิทธิผลกว่าการเขียนบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น คิดว่าวันนี้มีอะไรสำคัญบ้าง... ก็เขียนบันทึกไว้ ทั้งพฤติกรรมและการสังเกตสถานการณ์เด็กปฐมวัย เด็กจะเรียนรู้ผ่านการสอนของเพื่อนอีกที  วิธีการใช้เครื่องมือ การแบ่งปันเครื่องมือ อุปกรณ์ คือแปลกใจในขณะที่เฝ้าดูเด็กๆ ทำสิ่งเหล่านี้เพราะไม่เคยมีความคิดว่าเด็กจะสามารถทำสิ่งที่ต่างๆเหล่านั้นได้เอง ข้อดีของการบันทึก ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์การสอนของตน ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูจะเข้าใจและรับรู้พัฒนาการเด็กมากขึ้น และทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์จ่างๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียนตน  ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน

6. การทำสังคมมิติ

          เป็นเครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่มสะท้องเป็นโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน การทำสังคมมิติ ทำให้ครูทราบถึง บทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เช่น เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นสุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียว เด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน ครูความทำอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนตามกิจกรรมและเวลา

การเขียนสังคมมิติทำให้ได้เรียนรู้ปัญหาและสิ่งที่เด็กต้องการ การส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ได้วัดการประเมินเด็กคนใดในกลุ่มใครยอมรับ และทราบถึงพัฒนาการทางยอมรับหรือได้รับความนิยมจากเพื่อน ช่วยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มและโครงสร้างของความสัมพันธ์ การเขียนแผนพังความสัมพันธ์ เขียนเลขที่ได้รับเลือกมากที่สุดไว้ตรงกลางแผนพังโดยใช้สัญลักษณ์ เขียนนักเรียนที่ไม่ได้รับเลือกหรือได้รับเลือกน้อยไว้รอบนอกแผนผัง ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก ควรทับกันให้น้อยที่สุด จึงต้องร่างแผนผังก่อน

7. การใช้แบบทดสอบ

          เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนขั้นต่อไป เด็กจะแสดงพฤติกรรม/ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น การตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง เป็นวีการระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบครั้งนี้ด้วย ว่ามีขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนสำหรับเด็กและตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา

 8. ประเภทแบบทดสอบ

          แบ่งออกเป็น2แบบ คือ

- แบบทดสอบแบบที่ครูสร้างขึ้น มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ เช่น พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา คือการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้ บองคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกัน เป็นแนวทางการสร้างข้อคำถาม

- แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบเชาว์ปัญญา แบบทดสอบความพร้อม แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ แบบทดสอบทางวาจา เช่น เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ โดยครูจะเตรียมวัดทักษะพื้นฐาน พฤติกรรมการพูด การเล่าเรื่องเป็นต้น แบบทดสอบโดยการปฏิบัติ เช่น ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่ ผลงานเป็นอย่างไร พิจารณาโดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก

9. เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

          1.ความจำเป็นการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ เช่น เพื่อจัดเด็กเข้ากลุ่มตามความเหมาะสม ต้องการทราบความก้าวหน้าของการเรียน

          2.ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ เพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม ควรวิเคราะห์จุดดี และจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทรางอย่างระมัดระวัง

          3.ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ตวามเที่ยงตรงกับเนื้อหา ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์ ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (ตามคุณลักษณะหรือโครงสร้างทฤษฎี)

          4.ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ความเหมาะสมรูปภาพ คำถามสอดคล้องกับประสบการณ์ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเด็ก

          5.ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ปริมาณเวลาดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนน การตีความ และวิธีการสร้างแบบทดสอบสำหรับเด็กปฐมวัย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ประวัติกรณีศึกษา

  แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน   รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ ......... 1 ........... วันที่ ..... 15 ....... เดือน ........มกราคม........พ.ศ.....